สมุดเสกตซ์ใหม่ และเก่า บางเล่มใช้บ่อยและยี่ห้อสีกวอช

มีความอยากได้สมุดสเก็ตที่เอาไว้สเก็ตอะไรก็ได้จริงๆโดยไม่ต้องกังวลว่ามันจะออกมาสวยหรือไม่ หรือดีหรือเปล่า ไม่อยากกังวลเรื่องคุณภาพการเสก็ตซ์ ที่ผ่านมาไม่ค่อยได้สเก็ตเลยไม่มีไอเดียในการสเก็ตคือทำเป็นภาพเลย

ภาพมันก็เลยไม่ได้มีความคิดในรูปเท่าไหร่อาศัยการด้นสดเอาซะส่วนใหญ่

อีกอย่างคือเรามีสมุดสเก็ตที่เอาไว้สเก็ตอะไรก็ได้อยู่แล้วเล่มหนึ่งเป็นของมูจิซึ่ง 95 b ค่อนข้างเหมาะสมในราคานี้แล้วก็ไม่มีลายด้วยทำให้เราถูกใจมากๆ

วันนี้เลยได้สมุดที่ค่อนข้างดีมากมาเล่มหนึ่งราว 300

ปกติใช้แคนสันแบบห่วง แต่เปิดดูในกระดาษแล้วปรากฏว่า Seikai กระดาษมันดีแฮะเลยกำลังสงสัยว่าเราจะเกร็งหรือไม่ในการวาดเพราะว่ากะว่าจะเอามาวาดอะไรแบบป่นปี้พอสมควร

ติดใจนิดหน่อยตรงไม่ควรมีตัวอักษรเลยจะดีที่สุดปล่อยให้เป็นโล่ง

Muji sketchbook


สมุดสเก็ตเล่มนี้เป็นเล่มที่เราต้องไว้พกติดตัวตลอดเวลาเวลามีไอเดียอะไรก็จะเอามาสเก็ตไว้ก่อนเราเพิ่งทำแบบนี้เมื่อไม่กี่เดือนมานี้เองเพราะพบว่าตัวเองขาดการสเก็ตมานานมากแล้วพอเราทำทุกอย่างก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเราสเก็ตทุกอย่างลงไปในนี้ไม่ว่าจะเป็นการฝึกหรือว่าจะเป็นไอเดียภาพ

โดยพอที่เราเห็นอะไรน่าสนใจแล้วติดตาเราจะวาดตามทันทีเพื่อให้วิชวลไลบรารี่ในหัวเยอะขึ้น

มันเป็นสมุดเล่มเล็กที่ถ้าเทียบกับประโยชน์ที่ได้แล้วคุ้มค่า ถ้ามันหมดเราก็คงจะหามา

เราค่อนข้างให้ความสำคัญกับเนื้อกระดาษจริงๆเรา มีสมุดมาเยอะมากแต่เราไม่ค่อยถนัดพวกสมุดที่เป็นสีขาวเท่าไหร่เราชอบกระดาษที่เป็นสีครีมเพราะมันทำงานง่ายกว่าเยอะ

ที่ใส่ดินสอของมูจิ

จริงๆเป็นคนชอบมูจิอยู่แล้ว ชอบแบรนด์ที่ไม่มีแบรนด์ไม่ต้องติดยี่ห้ออะไรมาให้เราจะดีที่สุด เมื่อก่อนก็เคยสงสัยว่าทำไมจะต้องใช้ที่ใส่ดินสอเป็นแบรนด์ด้วยนะเพราะก็มีหลายหลายยี่ห้อที่ทำออกมาแต่สุดท้ายใช้มาหลายตัว

ก็พบว่าของมูจิผ้ายีนส์นี่แหละเวิร์คมาก อย่างแรกคือเราชอบผ้าแบบนี้เอามากๆเลยด้วย กระเป๋าเราก็เคยใช้ผ้าแบบนี้มาแล้วหลายครั้งคือมันเปื้อนยาก

อย่างที่สองคือฟังก์ชันง่ายง่ายไม่ต้องซับซ้อนอะไรมีช่องใส่แค่ช่องเดียวล้วงง่ายง่ายหยิบง่ายง่าย ชอบมาก ๆ

เราใช้สียี่ห้อนี้นะ กวอชเจลลี่ เริ่มมีคนเอามาปล่อยละ คุ้มค่ามาก เพราะสีอันนี้ เราเลยแทรกสีในดิจิตอลได้ดีขึ้นมากๆกำลังหาเวอร์ชั่น52สีแต่ถ้าไม่เจอก็ผสมเอา

เราเคยบอกใช่ปะ มันเหมาะกับเรามาก เพราะระบายทับสีน้ำได้

สมุดใหม่

ดินแดนแห่งหนึ่งตะวันนี้
ฝืนสู้วายุที่ผ่านมา
ลมแรงส่งผ่านลูกกระสุน พัดยังบูรพา

ธงปลิวสะบัด
ดวงอาทิตย์ ทับซ้อนความโค้งของเงินตรา
เวลาปัดเป่าเริ่มขึ้นแล้ว ICBM
เส้นพาดเอียงลงมาเหนือข้างไหล่ซ้าย
เหล่าพลทหารเดิมพันชีวิตอันเสี่ยงตาย
ด้ายชะตาเยาว์วัยต้องโดนผูกโยง
อยู่ในโลกา ที่ดูวุ่นวาย
กลีบหนึ่งพัน จะพัดหวน โรยราข้ามค่ำคืนนี้
ไม่มีทางจะรับรู้ จะได้ยินคำใดๆ
กลีบหนึ่งพัน ในแจกัน จัดเรียงไว้ราวดอกไม้
ดาบประหารเบื้องบนกลับคอยเฝ้ามองอย่างเดียว

ฉาบชโลมเงาไร้สี อยู่ในโลกอันมืดมิด
กล่อมบทเพลงให้โลกนี้ แต่ไร้ผู้คนยลยิน
ส่งทะยานยังท้องฟ้า ที่อยู่แสนไกลเกินคว้า
ส่งลำแสงลองยิงผ่านไปด้วยปืนลูกนี้

นายพลผ่านศึกมาเป็นร้อย คือใครไม่รู้เมื่อก่อนมา
หญิงสาวออกเดินบนถนน เช่นนางคณิกา
มาเลย มาสู่ขบวนนี้

มาเลย เป็นนักบุญเถิดมา
มีนา เอ้าเริ่มต้นกันแล้ว
One Two สามสี่

ข้ามประตูไป จะพบปลายเส้นชัย
เมื่อเราไปถึงฝั่ง โลกสว่างใส
เสียงยินดี ในฉากลับตอนสุดท้าย
ฉากจบโปรยลง กลีบดอกไม้งาม

กลีบหนึ่งพัน จะพัดหวน โรยราข้ามค่ำคืนนี้
ไม่มีทางจะรับรู้ จะได้ยินคำใดๆ
กลีบหนึ่งพัน ในแจกัน จัดเรียงไว้ราวดอกไม้
ดาบประหารเบื้องบนกลับคอยเฝ้ามองอย่างเดียว

ฉาบชโลมเงาไร้สี อยู่ในโลกอันมืดมิด
กล่อมบทเพลงให้โลกนี้ แต่ไร้ผู้คนยลยิน
ส่งทะยานความหวังนั้น อาจดูแสนไกลเกินคว้า
ส่งลำแสงลองยิงผ่านไปด้วยปลายกระสุน

ตัวตนภายในกับตัวตนภายนอก

เราแบ่งแยกพัฒนาการออกเป็น 2 ส่วน นั่นคือตัวตนภายในกับตัวตนภายนอก สิ่งที่คนทั่วไปสังเกตเห็นมันคือตัวตนภายนอก ที่ต้องการให้คนอื่นเห็นไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพสวยๆหรือว่าการสร้างงานศิลปะที่ดีๆงานเขียนและอื่นๆ

แต่การเปลี่ยนแปลงตัวตนนั้นมันมีทั้งตัวตนภายในและตัวตนภายนอกที่ทำให้ทุกคนเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงภายนอก การเปลี่ยนแปลงภายในจะทำให้คุณเปลี่ยนไปเป็นอีกคน

นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงภายในยังสร้างให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายนอกได้อีกด้วยเพราะฉะนั้นการที่มีผลกระทบต่อจิตใจอย่างเรื่องหลายๆเรื่องที่มากระทบจิตใจมันทำให้ตัวตนภายในเปลี่ยน

ซึ่งมันอาจจะเติบโตในด้านใดด้านหนึ่ง แต่มันยังไม่ส่งผลออกมายังตัวตนภายนอกก็มีนั่นก็คือเราพัฒนาไปเรื่อยๆทุกวันคนเราไม่มีวันเหมือนเดิมอยู่แล้ว

เราจะคาดหวังในสิ่งเดิมๆจากตัวตนใหม่ๆของเราไม่ได้เพราะตัวตนภายในเราเปลี่ยนไปเรื่อยๆตัวตนภายนอกเราก็ยอมเปลี่ยนไปเรื่อยๆเช่นกัน

แล้วจะทำยังไงให้งานพัฒนาไปเรื่อยๆไม่ดรอปลงเลย ก็จะบอกว่าถ้าชีวิตคุณราบรื่นไปเรื่อยๆคุณก็จะทำงานได้ดีออกมาเรื่อยๆถ้าไม่มีอะไรออกมากระทบจิตใจหรือทำให้คุณรู้สึกแย่แล้วตัวตนภายในเปลี่ยน คุณก็จะสร้างผลงานที่สุดยอดออกมาได้เรื่อยๆ

แต่ว่าพอตัวตนภายในคุณเปลี่ยนจากการที่มีสิ่งต่างๆมากระทบจิตใจของคุณมันจะทำให้คุณเข้าถึงอารมณ์บางอย่างที่เรียกว่ามันเป็นประสบการณ์ที่ซื้อหาที่ไหนไม่ได้และมันสามารถนำมาใส่ในงานของคุณได้

พอทำทำไปเหมือนจะไม่พัฒนาขึ้นแต่ว่ามันกลับกลายเป็นพลังแฝงหรือพลังงานศักย์ที่อยู่ภายในตัวของคุณรอวันปลดปล่อยออกมาคือถ้าคุณทำงานศิลปะอยู่ ในวันนี้ไม่มีทางเลยที่จะทำงานแบบตัวตนของคุณในสมัยก่อนได้โอเคมันอาจจะ Copy ได้

แต่ว่าเมื่อชีวิตของคุณเปลี่ยนไปงานของคุณก็ย่อมเปลี่ยนไปไม่มีทางที่มันจะเป็นเหมือนเดิมและก็อย่าไปคาดหวังว่ามันจะเป็นเหมือนเดิมด้วยตัวตนที่มองไม่เห็นของเราสร้างสิ่งที่มองเห็นขึ้นมานั่นก็คือตัวตนภายนอกตัวตนภายในเป็นสิ่งที่ค่อนข้างนามธรรมมากๆ

เด็กกลุ่มนึงชอบพูดว่ากลัวจะเป็นแบบพี่มุ่ยจัง อันนี้เราก็เคยชี้แจงไปแล้วนะแต่จะพูดในแง่นี้อีกรอบนึงนั่นก็คือพี่ไม่เคยเสียใจเลยเพราะตัวตนภายในพี่เปลี่ยนไปเป็นคนที่เข้มแข็งขึ้นแล้วก็ถึงแม้อดีตจะเจ็บปวดแต่มันก็เป็นแค่อดีตมันไม่มีอยู่จริงอีกแล้วในปัจจุบัน

สิ่งที่อยู่กับเราก็คือตัวตนของเราตอนนี้เพราะฉะนั้นเรารักตัวตนของเราตอนนี้ดีกว่าไม่ว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นมาไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นแบบใครเพราะถ้าชีวิตของคุณทำในสิ่งที่เหมือนเค้าบางทีผลลัพธ์อาจจะไม่เหมือนกันเพราะมันเป็นชีวิตของคนละคนกัน

ส่วนตัวตนภายนอกเราก็พยายามพัฒนาอยู่ให้มันดีขึ้นเรื่อยๆไม่มีใครหรอกนะที่ถอยหลังลงคลองถึงแม้ว่าเห็นงานจะไม่พัฒนาขึ้นแต่นั่นมันเป็นพลังงานแฝง

อย่างที่บอกก็คือสิ่งที่มองไม่เห็นสร้างสิ่งที่มองเห็นขึ้นมา ทุกอย่างมันเริ่มจากความคิดก่อนและตัวตนของเราในปัจจุบันก็คือสิ่งที่เราอยากจะได้มานานและเกิดมาเพื่อรับและสัมผัสประสบการณ์นี้เพราะฉะนั้นไม่มีอะไรจะต้องเสียใจอีกแล้ว สร้างตัวตนภายนอกใหม่ก็พอ

ไม่พยายามทำงานให้ “เหมือนเดิม” หรือใกล้เคียงตัวตนเดิมเรา

เราไม่พยายามทำงานให้ “เหมือนเดิม” หรือใกล้เคียงตัวตนเดิมเรานะ แต่ก็ไม่พยายามที่แปลกแยกจากตัวตนเดิมของเราเช่นกันเพราะมันก็มีรากอยู่ โอเคเราเข้าใจว่าเมื่อก่อนเราวาดและเพนท์เก่งมากอันนี้เรารู้ละ หลายๆคนก็บอกเช่นนั้น แต่เราพยายามผลักดันให้ไปด้านหน้า ที่มันไม่เหมือนเดิมอีก เพราะตัวตนเราเองเปลี่ยน มันเปลี่ยนไปทุกวัน

อาจจะมีคนชอบหรือไม่ชอบ อีกอย่างเรายังไม่ได้สนยอดไลค์ตอนนี้ละ คือเราสนเรื่องพัฒนาการของตัวเองมากกว่า ว่าจะไปในทิศทางไหน และเราก็ไม่ได้เสียใจอีกแล้วที่ฝีมือมันไม่ได้เหมือนเดิม 100% อย่างที่บอกก็คือเรารู้สึกว่าเราเป็นคนใหม่และเรากำลังไป Direction ใหม่

มันมีอะไรมากมายที่เราต้องทำให้มันลงตัวมากขึ้น และช่วงนี้ก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเรากำลังกลับไปดีขึ้นแล้วอันนี้เรารู้สึกได้เลยจากหลายๆเรื่องเพราะฉะนั้นไม่มีอะไรจะต้องเสียดายหรือเสียใจไม่ว่าจะเป็นสไตล์เก่า

เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราตั้งใจทำและทำดีๆงานเราจะดีขึ้นแน่นอนมันอาจจะไม่เหมือนเดิมแต่มันจะดีขึ้นเพื่อนบอกว่าให้ใช้ของเดิมไปเลยก็คือใช้ความรู้เดิมในการที่จะเขียนภาพใหม่แต่ว่าให้ใช้เวลามากขึ้นในเวลาที่เรากำลังคิดว่าเราควรจะมีเป้าหมายอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการวาดเพื่อให้ชนะตัวตนเก่าของเรา

ปิ๋ม Waewisa Na Songkla ได้บอกเราว่าจริงๆไม่ต้องมีเป้าหมายก็ได้แต่ให้มันเติบโตไปเรื่อยๆตามเวลาเหมือนด้นเอาส่วนเรื่องอดีตเราก็ไม่ได้ไปอะไรกับมันมากละคือมันผ่านมาแล้วทำอะไรไม่ได้แล้วไปข้างหน้าดีกว่า อย่างที่บอกไปในหลายๆโพสต์แล้วเราก็จะพยายามให้ตัวเองไม่เข้าโรงพยาบาลประคองตัวเองดีๆ

เรานั่งวิเคราะห์ว่าทำไม งานมันถึงขาดกลิ่นเดิม แบบพลังงานสูงๆ มีน้องแนน Nans Sinkid Uอกมาว่า งานเรามันต้องกะจังหวะจบ ก็น่าสนใจนะ จริงๆ เราเพนท์น้อยลง และใช้เวลาน้อยลงในแต่ละรูป มันเลยออกมายังไม่ดี เมื่อก่อนหน้านี้หนะนะ แต่ตอนนี้กำลังจะใช้เวลามากกว่าเดิมในการเพนท์

อีกอย่าง ขาดเป้าหมาย ไม่มีคู่แข่ง เพราะตอนนี้ไม่ได้แข่งกะใครอยู่ ไอดอลก็ไม่ชัดเจน ก็เลยไม่มีอะไรให้ค้นหาในตอนนี้ ตอนนี้มันดีขึ้นกว่า สามสี่ปีก่อนมากๆแล้ว ในช่วงที่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เราคิดว่า ก็มีส่วนทำให้งานเราดีขึ้นช้า ต้องให้เวลากลับมันหนะ และเรามีเป้าหมายละ คือ เก่งกว่าตอนท็อปฟอร์มvองสมัยก่อน ประมาณ 2006 ถึง 2008 เราคิดว่า การที่เรา move on ได้ช้า มีผลต่องานมาก

และเราเปลี่ยน workstation ใหม่หมด นั่นก็คือใช้ไอแพดเพนท์ทั้งหมด เลิกใช้ Adobe ก็มีส่วนอยู่เหมือนกัน

process การลงสีเรา จดไว้สักหน่อย

1.วาด ใส่กระดาษ A3

2.ถ่ายรูปเลย (ไม่แสกน) แล้วเอาใส่ procreate ปรับ saturation =0 brightness สูงหน่อย

3.ใส่ระดับสี vาวดำ

4.Gradiant map

5.แทรกสี เก็บไปเรื่อยๆ

6.เอาใส่คลิปสตูในคอม เพนท์ต่อ(บางรูป)

นั่งแก้ bleed ทั้งเช้า (ระยะตัดตก) เพิ่งเสร็จเมื่อกี้ ได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ
-ระยะตัดตก หนังสือ kdp 0.125 นิ้ว
-ต้องเพิ่มระยะ อีก 3 มิลลงไปด้านกว้าง และ 6 มิล ด้านยาว

เราเกือบล้มเลิกการเพ้นท์ไปแล้ว แต่อยากจะพูดถึงสามคนนี้หน่อย ที่มีส่วนในเรื่องของพัฒนาการเราช่วงนี้

ตอนแรกจะเลิกเพนท์เพราะรู้สึกเหนื่อยมากกับการเพ้นท์รู้สึกว่าตัวเองไปไม่ถึงไหน และรู้สึกไม่เข้าใจงานของนักวาดรุ่นใหม่ใหม่แต่เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งเค้าคือนิว Nawapat Suwasin ในขณะที่คนอื่นบอกว่าจุดเด่นเราคือเส้น นิวกลับบอกว่า

‘เส้นคือจุดอ่อนของมุ่ย’

ในตอนที่ฟังก็มีความสงสัยว่าทำไมเส้นถึงเป็นจุดอ่อนของเราทั้งทั้งที่เราเก่งเรื่องเส้นมานานแล้วอันนี้เรารู้ไมถ่อมตัวนะ แต่ความเก่งอันนี้มันกลับขัดขวางการพัฒนาการเพราะว่าเราดันไปยึดติดกับเส้นมากเกินไปทำให้เราไม่กล้าที่จะทำลายเส้นงานตัวเองในจุดที่ยังไม่ดี

และอีกคนที่คอยผลักดัน และเตือนสตินั่นก็คือคุณ Gow Nimmanhaemin เพราะว่าเราจะล้มเลิกทำอะไรหลายสิ่งหลายทีแต่พอมาฟังสิ่งที่คุณเก้าพูดพูดไว้เราก็เลยคิดว่าเอองั้นลองเพนท์อีกทีแล้วกัน ผลลัพธ์คือทักษะที่เราฝึกไว้ตอนที่ใช้กวอช มันมาออกดอกออกผลตอนนี้ มันทำให้เราเข้าใจวิธีแทรกสีแบบทึบลึกซึ้งขึ้นมาระดับนึงนอกจากนี้ก็ขอบคุณทุกๆคนที่เราปรึกษาจริงๆคนที่เริ่มทำให้เราเปลี่ยนไปก็มีอีก นั่นก็คือ Kasidej Hempromaraj เพราะเขาบอกให้เราใส่ใจกับรูปหนึ่งรูปมากขึ้นแล้วก็บอกเราว่าสิ่งที่คนต้องการเห็นจากเราคือลายเส้นละเอียด แนวผู้หญิง เวลาที่เราหลงทางหรือกำลังจะลงเหว จิ้วเตือนสติตลอด

ไม่พยายามทำงานให้ “เหมือนเดิม” หรือใกล้เคียงตัวตนเดิมเรา

เราไม่พยายามทำงานให้ “เหมือนเดิม” หรือใกล้เคียงตัวตนเดิมเรานะ แต่ก็ไม่พยายามที่แปลกแยกจากตัวตนเดิมของเราเช่นกันเพราะมันก็มีรากอยู่ โอเคเราเข้าใจว่าเมื่อก่อนเราวาดและเพนท์เก่งมากอันนี้เรารู้ละ หลายๆคนก็บอกเช่นนั้น แต่เราพยายามผลักดันให้ไปด้านหน้า ที่มันไม่เหมือนเดิมอีก เพราะตัวตนเราเองเปลี่ยน มันเปลี่ยนไปทุกวัน

อาจจะมีคนชอบหรือไม่ชอบ อีกอย่างเรายังไม่ได้สนยอดไลค์ตอนนี้ละ คือเราสนเรื่องพัฒนาการของตัวเองมากกว่า ว่าจะไปในทิศทางไหน และเราก็ไม่ได้เสียใจอีกแล้วที่ฝีมือมันไม่ได้เหมือนเดิม 100% อย่างที่บอกก็คือเรารู้สึกว่าเราเป็นคนใหม่และเรากำลังไป Direction ใหม่

มันมีอะไรมากมายที่เราต้องทำให้มันลงตัวมากขึ้น และช่วงนี้ก็เป็นช่วงเปลี่ยนผ่านซึ่งเรากำลังกลับไปดีขึ้นแล้วอันนี้เรารู้สึกได้เลยจากหลายๆเรื่องเพราะฉะนั้นไม่มีอะไรจะต้องเสียดายหรือเสียใจไม่ว่าจะเป็นสไตล์เก่า

เราเชื่อมั่นว่าถ้าเราตั้งใจทำและทำดีๆงานเราจะดีขึ้นแน่นอนมันอาจจะไม่เหมือนเดิมแต่มันจะดีขึ้นเพื่อนบอกว่าให้ใช้ของเดิมไปเลยก็คือใช้ความรู้เดิมในการที่จะเขียนภาพใหม่แต่ว่าให้ใช้เวลามากขึ้นในเวลาที่เรากำลังคิดว่าเราควรจะมีเป้าหมายอะไรบางอย่าง อาจจะเป็นการวาดเพื่อให้ชนะตัวตนเก่าของเรา

ปิ๋ม Waewisa Na Songkla ได้บอกเราว่าจริงๆไม่ต้องมีเป้าหมายก็ได้แต่ให้มันเติบโตไปเรื่อยๆตามเวลาเหมือนด้นเอาส่วนเรื่องอดีตเราก็ไม่ได้ไปอะไรกับมันมากละคือมันผ่านมาแล้วทำอะไรไม่ได้แล้วไปข้างหน้าดีกว่า อย่างที่บอกไปในหลายๆโพสต์แล้วเราก็จะพยายามให้ตัวเองไม่เข้าโรงพยาบาลประคองตัวเองดีๆ

เรานั่งวิเคราะห์ว่าทำไม งานมันถึงขาดกลิ่นเดิม แบบพลังงานสูงๆ มีน้องแนน Nans Sinkid Uอกมาว่า งานเรามันต้องกะจังหวะจบ ก็น่าสนใจนะ จริงๆ เราเพนท์น้อยลง และใช้เวลาน้อยลงในแต่ละรูป มันเลยออกมายังไม่ดี เมื่อก่อนหน้านี้หนะนะ แต่ตอนนี้กำลังจะใช้เวลามากกว่าเดิมในการเพนท์

อีกอย่าง ขาดเป้าหมาย ไม่มีคู่แข่ง เพราะตอนนี้ไม่ได้แข่งกะใครอยู่ ไอดอลก็ไม่ชัดเจน ก็เลยไม่มีอะไรให้ค้นหาในตอนนี้ ตอนนี้มันดีขึ้นกว่า สามสี่ปีก่อนมากๆแล้ว ในช่วงที่หมดอาลัยตายอยากกับชีวิต เราคิดว่า ก็มีส่วนทำให้งานเราดีขึ้นช้า ต้องให้เวลากลับมันหนะ และเรามีเป้าหมายละ คือ เก่งกว่าตอนท็อปฟอร์มvองสมัยก่อน ประมาณ 2006 ถึง 2008 เราคิดว่า การที่เรา move on ได้ช้า มีผลต่องานมาก

และเราเปลี่ยน workstation ใหม่หมด นั่นก็คือใช้ไอแพดเพนท์ทั้งหมด เลิกใช้ Adobe ก็มีส่วนอยู่เหมือนกัน

process การลงสีเรา จดไว้สักหน่อย

1.วาด ใส่กระดาษ A3

2.ถ่ายรูปเลย (ไม่แสกน) แล้วเอาใส่ procreate ปรับ saturation =0 brightness สูงหน่อย

3.ใส่ระดับสี vาวดำ

4.Gradiant map

5.แทรกสี เก็บไปเรื่อยๆ

6.เอาใส่คลิปสตูในคอม เพนท์ต่อ(บางรูป)

นั่งแก้ bleed ทั้งเช้า (ระยะตัดตก) เพิ่งเสร็จเมื่อกี้ ได้เรียนรู้อะไรอีกเยอะ
-ระยะตัดตก หนังสือ kdp 0.125 นิ้ว
-ต้องเพิ่มระยะ อีก 3 มิลลงไปด้านกว้าง และ 6 มิล ด้านยาว

เราเกือบล้มเลิกการเพ้นท์ไปแล้ว แต่อยากจะพูดถึงสามคนนี้หน่อย ที่มีส่วนในเรื่องของพัฒนาการเราช่วงนี้

ตอนแรกจะเลิกเพนท์เพราะรู้สึกเหนื่อยมากกับการเพ้นท์รู้สึกว่าตัวเองไปไม่ถึงไหน และรู้สึกไม่เข้าใจงานของนักวาดรุ่นใหม่ใหม่แต่เมื่อวานได้คุยกับเพื่อนคนหนึ่งเค้าคือนิว Nawapat Suwasin ในขณะที่คนอื่นบอกว่าจุดเด่นเราคือเส้น นิวกลับบอกว่า

‘เส้นคือจุดอ่อนของมุ่ย’

ในตอนที่ฟังก็มีความสงสัยว่าทำไมเส้นถึงเป็นจุดอ่อนของเราทั้งทั้งที่เราเก่งเรื่องเส้นมานานแล้วอันนี้เรารู้ไมถ่อมตัวนะ แต่ความเก่งอันนี้มันกลับขัดขวางการพัฒนาการเพราะว่าเราดันไปยึดติดกับเส้นมากเกินไปทำให้เราไม่กล้าที่จะทำลายเส้นงานตัวเองในจุดที่ยังไม่ดี

และอีกคนที่คอยผลักดัน และเตือนสตินั่นก็คือคุณ Gow Nimmanhaemin เพราะว่าเราจะล้มเลิกทำอะไรหลายสิ่งหลายทีแต่พอมาฟังสิ่งที่คุณเก้าพูดพูดไว้เราก็เลยคิดว่าเอองั้นลองเพนท์อีกทีแล้วกัน ผลลัพธ์คือทักษะที่เราฝึกไว้ตอนที่ใช้กวอช มันมาออกดอกออกผลตอนนี้ มันทำให้เราเข้าใจวิธีแทรกสีแบบทึบลึกซึ้งขึ้นมาระดับนึงนอกจากนี้ก็ขอบคุณทุกๆคนที่เราปรึกษาจริงๆคนที่เริ่มทำให้เราเปลี่ยนไปก็มีอีก นั่นก็คือ Kasidej Hempromaraj เพราะเขาบอกให้เราใส่ใจกับรูปหนึ่งรูปมากขึ้นแล้วก็บอกเราว่าสิ่งที่คนต้องการเห็นจากเราคือลายเส้นละเอียด แนวผู้หญิง เวลาที่เราหลงทางหรือกำลังจะลงเหว จิ้วเตือนสติตลอด

เอาพลังจากไหนมาวาด?

มีหลายคนมากๆที่ถามว่าทำไมเราถึงมีพลังเยอะมากในการทำงานก็คือวาดรูปไม่หยุด โดยที่อาการป่วยของเราแทบไม่มีผลต่อการทำงานของเราเลย ในช่วงหลัง

อย่างแรกนะ อาจจะเป็นเรื่องที่ฝืนความรู้สึกแต่ตัดเงินออกไปจากสมการก่อนก็คือถ้าเราคิดว่าวาดรูปเพื่อให้ได้เงินจริงๆมันเป็นความคิดที่ไม่ได้ผิดแต่มันจะทำให้เวลาที่เราไม่มีเงินเข้ามาจากงานวาดเราก็จะไม่วาด และอีกอย่างก็คือถ้าคุณเอาเงินเป็นตัวตั้งก่อนโอกาสที่คุณจะได้โปรเจ็คดีดีมีน้อยนะคะเพราะคุณพยายามจะทำในสิ่งที่คนทั่วไปทำ ถ้าคุณคิดเหมือนคนอื่นคุณก็จะได้ผลลัพธ์เหมือนคนอื่น ถ้าคุณคิดเหมือนใคร คุณก็จะมีโอกาสได้รับผลลัพธ์เหมือนกับคนนั้น

แล้วถ้าเราตัดเรื่องเงินออกไปจากสมการเราจะเอาเงินมาจากไหนในการดำเนินชีวิต? อย่างแรกต้องแยกงานเลี้ยงชีพกับงานเลี้ยงใจออกจากกัน หากคุณวาดเป็นอาชีพ คุณจะต้องทำในสิ่งที่โจทย์บอกคุณให้ทำไม่ใช่ไป improvisation ในงานนั้น แน่นอนว่าสไตล์ หรือ personal stamp สามารถใส่เข้าไปได้ แต่ต้องเข้าใจตลาดก่อน ว่าตลาดต้องการอะไร?

โอกาสที่คุณจะได้รับงานดีดีนั่นก็คือคุณทำในสิ่งที่คนทั่วไปทำไม่ได้ สิ่งที่คุณทำได้เท่านั้น ไม่เช่นนั้นคนเค้าจะมาจ้างคุณทำไม? ถ้าคนอื่นทำได้ง่ายง่ายก็เท่ากับว่าสิ่งที่คุณทำสามารถหาคนทำเปลี่ยนได้เหมือนกับฟันเฟือง

แล้วการทำโปรเจ็ค personal work มันดีตรงไหน?  อย่างแรกคือเราได้งานส่วนมากมาจากการทำงานส่วนตัว. แล้วลูกค้าเห็นก็เลยมาจ้าง ถ้าคุณฝืนตัวเองเป็นคนอื่นในวันนี้ หรือคิดเรื่องเงินก่อนคุณก็จะทำโดยที่เอาเงินเบสเป็นหลัก ซึ่งถามว่ามันผิดไหมมันไม่ผิดคือเอาเงินเป็นตัวตั้งแล้วหาออเดียนหรือผู้ชมทีหลังหรือผู้ว่าจ้างทีหลังก็ได้

แต่ว่าถามใจตัวเองดูนะว่าอยากทำเช่นนั้นหรือเปล่า? มันอาจจะเป็นแนวของคุณก็ได้ค่ะ  แต่มันไม่ใช่แนวทางของเราทุกครั้งที่เราคิดเรื่องเงินหรือมีความเครียดเรื่องนี้เราจะวาดรูปไม่ออกเลยนั่นก็คือเราแบ่งแยกชัดเจนระหว่างงานที่ให้เงินและงานที่ไม่ให้เงินแต่ให้โอกาสในการทำงานที่ดีในอนาคต นั่นก็คือ personal work หรืองานส่วนตัวของตัวเองงานที่เป็นงาน Original

อีกเรื่องที่อยากจะพูดคือยอดไลท์

เราเป็นคนที่เข้าใจเรื่องนี้ดีและเรารู้ว่าวาดอะไร หรือเขียนอะไรให้คนสนใจค่ะ แต่จะทำหรือไม่ทำแค่นั้นเอง

งาน(นับเฉพาะงานวาดนะ)ล่าสุดที่เราได้like เยอะมากๆก็คือได้like ราว 5000 like จากติ๊กตอกคือคลิปวาดพิงค์แพนเธอร์เป็นคน และคลิปเดียวกันแยกเป็นสองคลิปได้likeรวมกัน 8000 likes จากติกต้อกเช่นกัน

มันไม่ได้ยากเลยถ้าคุณอยากเป็นที่นิยม หรืออยากมีฟอลโล่เยอะเยอะ คุณแค่ต้องเข้าใจตลาดเฉยเฉยว่าตลาดเค้าต้องการอะไรแต่ถ้าคุณทำแบบนั้นทำเพื่ออะไรซักอย่างที่ไม่ใช่เพื่อตัวเองสักวันเมื่อคุณทำเช่นนั้นไปเรื่อยเรื่อยคุณจะเริ่มหมดศรัทธาในตัวเองเพราะคุณรู้สึกว่า นั่นไม่ใช่ตัวคุณ

คนอาจจะกำลังชอบในสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตนคุณอยู่หรือไม่คุณก็กำลังทำในสิ่งที่ง่าย สิ่งที่รู้อยู่แล้วว่าคนชอบ? อยู่หรือเปล่า?นั่นเป็นเหตุผลที่เราไม่ทำอะไรตามกระแสเราจะทำตามกระแสต่อเมื่อเราชอบสิ่งนั้นด้วยจริงๆ

อันนี้เราไม่รู้เหมือนกันแต่ตามความคิดของเราคือเราทำงานที่เป็นที่นิยมเพื่อทดสอบอะไรบางอย่างในชีวิตเราเฉยเฉยนั่นก็คือเราอยากรู้ว่าถ้าหากเราทำวีดีโอแนวนี้แล้วคนจะชอบหรือไม่มันเป็นการทดลองหรือเป็นexperiment ของเราซึ่งพอทำแล้วมันก็รู้สึกฟินไปอีกแบบ นอกเหนือจากการที่คนชอบเยอะนะ รู้สึกฟินที่เราค้นหาคำตอบอะไรบางอย่างเจอแล้ว

นั่นก็คือถ้าเราทำตามสูตรไปเรื่อยเรื่อยสุดท้ายแล้วเราก็จะเป็นที่นิยมของแบบนี้มันมีสูตรในการทำอยู่เพียงแต่ว่าคนปรุงจะปรุงได้กลมกล่อมหรือไม่ จังหวะดีหรือไม่

ถ้าถามว่าเรารู้สูตรแล้วแล้วทำไมถึงไม่ได้ทำตามนั้นทุกอย่างนั่นก็เป็นเพราะว่าบางอย่างเรารู้ไปแล้วทำเราอาจไม่ได้รู้สึกภูมิใจในการทำสิ่งนั้นเท่ากับการที่ได้เห็นคนชอบตัวตนเราอย่างแท้จริงโดยที่ไม่มีข้อแม้ใดใดมากกว่า

อีกเรื่อง

ทำไมคุณอยู่ที่เดิม????

ส่วนมาก เป็นเพราะ คุณ ‘คิด’ และ ‘ทำ’ เหมือนเดิมๆ

และส่วนมาก’เหมือนที่คนอื่นทำ’ อยากได้งานวาด ดีๆ ก็ทำงานวาดปก อยากอินเตอร์ เข้าสตูดิโอ เราไม่ได้ว่าอะไรนะ หนทางแต่ละคนไม่เหมือนกันและเราเคารพทางที่ว่ามา เราก็เคยทำมาแล้วนะคะ แต่ในโลกนี้ มีหนทางเยอะกว่านั้นมาก จริงๆ ขายงานทั่วโลกไม่ใช่ความฝัน ขอแค่อย่าเปิดตา แต่ปิดใจค่ะ

อยากทำหนังสือ  ทำการ์ตูน ขายทั่วโลก ===> kdp Amazon

อยากทำสินค้า ขายทั่วโลก===> Etsy + printful,redbubble

มาดูข้อดี kdp Amazon ที่อยากจะบอกต่อมากๆ

-ไม่ต้องลงทุนสักบาทนึง

-ทำได้ทั้งเล่มและอีบุค

-ไม่มีจำกัด เพดานรายได้

-ไม่ต้องลง ad (แต่ลงได้ )

-ทำได้คือโกอินเตอร์สุดๆ

สิ่งที่ต้องมี

บัญชี payoneer ผูกกับแบงค์อเมริกา (สมัครไม่ยากเลย)

ไบโพลาร์ ที่เคยเกิดเมเนีย 7รอบคือ สิ่งที่ดีที่สุด ที่เกิดขึ้น ในชีวิต

ไบโพลาร์ ที่เคยเกิดเมเนีย 7รอบคือ สิ่งที่ดีที่สุด ที่เกิดขึ้น ในชีวิต
เป็น ของขวัญ จากพระเจ้า
ที่ ประทาน ความสามารถ
วิธีคิด และพลัง ในการทำงาน

ก่อนหน้าฟูมฟายเรื่องเสียเพื่อน(ที่สำคัญต่อชีวิตเราคนหนึ่ง)มาเป็นปีๆไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเกิดเรื่องแบบนี้กับเราทั้งเรื่องโรคประจำตัวและอื่นๆ

แต่บอกได้เลยว่าเหตุการณ์นี้ทำให้เราเขียนภาพบางชนิดที่เมื่อก่อนไม่เคยเข้าใจนั่นก็คืออารมณ์เศร้าถึงขนาดอยากจะหายไปจากโลก มีความรู้สึกว่าสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปพร้อมพร้อมกัน เราได้เข้าถึงความเศร้านั้นแล้ว และสามารถนำประสบการณ์นั้นมาเขียนเป็นภาพได้

มันทำให้เราเข้าถึงอารมณ์นั้นแล้วทำให้งานของเรามีความรู้สึกมากขึ้นจากแต่ก่อนที่เราไม่เคยเข้าใจความเศร้าแบบนั้น

อย่าถามเลยว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงมีผลต่อเรามากขนาดนี้เพราะเราเองก็ไม่รู้เหมือนกัน

และหลังจากเหตุการณ์นั้นมาเราก็มีความสุขกับอะไรได้ง่ายขึ้นมาก

แล้วบอกได้เลยว่าถ้าเพื่อนคนนั้นยังเป็นเพื่อนกับเราอยู่ในปัจจุบันนี้เราคงไม่มีความพยายามที่จะสื่อสารกับเขาอีกต่อไปและคงไม่ได้ทำโปรเจ็คอะไรมากมายที่เพื่อเพียงจะสื่อสารกับเพื่อนคนนี้คงไม่ได้คิดและทำอะไรต่างๆออกมาอีกเยอะแยะมากมาย

ในปัจจุบันเราไม่ได้หวังว่าเพื่อนคนนั้นจะเป็นเพื่อนกับเราอีกแล้วเราปล่อยวางและปล่อยให้จักรวาลจัดสรรมาให้ไม่ว่าจะได้กลับมาเจอกันอีกหรือไม่แต่ถ้าไม่เจอก็เท่ากับว่าเราหมดกรรมกันแล้วเท่านั้นเอง

เพื่อนชาวมาเลย์ของเราคิดจัง เค้าเป็นโรคซึมเศร้าเป็นโรค ADHD และอีกหลายหลายโรคที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงานของเค้าแต่เรามองว่าคนที่เป็นโรคซึมเศร้าหรือโรคจิตเวชทั้งหลายไม่ใช่คนผิดปกติคุณคือคนพิเศษ

คิดจังเค้าสามารถวาดภาพได้ขนาดนั้นมันเป็นเพราะว่าเค้ามีโลกที่ไม่เหมือนคนอื่นเค้ามองเห็นโลกไม่เหมือนคนอื่นเค้าถึงสร้างงานศิลปะได้สุดยอดทั้งที่ตัวเองเป็นโรคมากมาย

เพราะคุณเซนซิทีฟเพราะคุณรับความรู้สึกได้ดีกว่าคนอื่นคุณเลยเป็นโรคทางนี้ได้ง่ายกว่าคนอื่นซึ่งนั่นเป็นคุณสมบัติของคนที่เป็นศิลปินที่ดีดังนั้นถ้าใครเป็นโรคซึมเศร้า บอกได้เลยว่าพระเจ้าได้ให้ของขวัญที่ดีที่สุดในชีวิตให้กับคุณเรียบร้อยแล้ว

คุณจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง ส่วนคนที่จากไปเพราะโรคซึมเศร้าไม่ต้องไปเสียใจกับเค้ามากหรอก คนที่น่าสงสารคือคนที่ยังอยู่บนโลกใบนี้มากกว่า

จริงๆแล้วทุกคนคิดว่าโลกหลังความตายน่ากลัวแต่โลกหลังความตายใครจะรู้ว่ามันเป็นยังไงเราก็แค่เปลี่ยนรูปร่างไปเป็นอีกแบบเท่านั้นเองแต่มันอาจจะไม่มีความทุกข์เหมือนปัจจุบันนี้ก็ได้แล้วอาจจะหมดสิ้นซึ่งกรรมเรียบร้อยแล้วในโลกนี้เค้าถึงจะไป

ส่วนคุณที่จะเลือกใช้ชีวิตอยู่ในปัจจุบันนี้คุณควรมองโลกในแง่บวกให้มากที่สุดไม่ต้องสนใจว่าคนอื่นจะมองว่าคุณเป็นโรคจิตหรือ อะไรทำนองนั้น มันฟัคออฟ เพราะคำจำกัดความเราจะบอกว่าเป็นของขวัญก็ได้เราจะบอกว่าเป็นโรคก็ได้มันขึ้นอยู่กับว่าเรามองสถานการณ์นั้นยังไงและใช้ประโยชน์จากมันได้ยังไงมากกว่า

พวกเราอาจจะกำลังเป็นดักแด้

ชีคกี้ คำนี้แปลว่าทะลึ่งหรือว่าแปลว่าคนที่กล้าทำอะไรในแง่ที่คนอื่นคิดไม่ถึง เราเอามาตั้งชื่อคาแรคเตอร์ของเรา

ช่วงนี้รู้สึกหน่วงหน่วงนะตามสถานภาพ
มีความรู้สึกว่าเหมือนเราเจอจุดที่ไม่ใช่จังหวะชีวิตของเรา เหมือนทุกอย่างมันยากแต่อาจจะเป็นเพราะเป็นตอนนี้ด้วย มีความรู้สึกเหมือนสิ่งที่ทำอยู่เหมือนกับเทน้ำลงทราย รู้สึกเหมือนต้องค้นหาตัวเองอีกรอบว่า เราอยากไปทางไหนกันแน่?

พอทำอะไรได้หลายหลายอย่างก็สับสนอีกทำได้หลายแนวเกินไปก็สับสน

ที่ผ่านมาก็หาเงินได้ตั้งแต่ยังเรียนไม่จบแล้วพอจบมาก็ได้งานที่ชอบได้งานที่อยากทำมาตลอด ตั้งแต่ 23-26 ที่เจอหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิต ต้องออกจากงานประจำเพราะป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลอีกเจ็ดรอบแต่ละรอบก็น้ำหนักขึ้นเป็น 10 โล 20 โลต้องลดน้ำหนักจนท้อแท้ ผิดหวังกับความรักอย่างรุนแรงจนป่วยใจ มือสั่นจากยา วาดรูปให้ดีไม่ได้ โดนสังคมออนไลน์ด่าเรื่องวาดไม่เหมือนเดิม บางคนลามมาถึงเรื่องส่วนตัวของเรา

แต่ระหว่างนั้นก็มีสิ่งดีดีเข้ามาสิ่งดีดีที่เกิดขึ้นกับเราอย่างเช่นเราอยากทำงานให้กับลูกค้านี้ก็ได้ทำลิสต์รายชื่อลูกค้าโตขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 13 ปีที่หยุดทำงานประจำก็ได้ทำงานกับลูกค้ามากมาย หลายหลายคนอาจจะรู้สึกว่าทำไมเราชอบพูดในสิ่งที่เรามีเพราะว่าสิ่งที่เรามีมันนานเราถึงจะได้ และเราก็ภูมิใจในสิ่งนั้น

เราเรียนรู้ที่จะอยู่กับสิ่งที่มีไม่ใช่สิ่งที่ฝันแต่ก็ไม่ได้ทิ้งสิ่งที่ฝัน และสิ่งที่ฝันก็มีสิทธิ์ที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยเรื่อยตามวัยที่เปลี่ยนไปได้เช่นกัน

เราเชื่อว่าคนแต่ละคนมีจังหวะเบ่งบานที่ไม่เท่ากันถ้าในวันนี้เรารู้สึกในชีวิตมันอาจจะยังไม่ใช่วันของเราก็ได้มันอาจจะเป็นวันที่เรากำลังเข้าสู่ระยะดักแด้มันอาจจะรู้สึกทรมานแต่มันอาจจะผ่านไปในที่สุด

หลายหลายคนเห็นแต่ความสำเร็จของคนนั้นแต่รู้มั้ยว่าภายในความสำเร็จก็มีความล้มเหลวอยู่มากมายมีการถูกปฏิเสธและมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ข้างในที่เราต้องวาดรูปอยู่ทุกวันเพราะว่าถ้าเราไม่วาดรูปอยู่เฉยเฉย ก็จะคิดถึงอดีต แต่มันกลับเป็นเรื่องดีต่อตัวเราเพราะว่าทำให้เราผลิตงานออกมาได้เยอะจนเพื่อนบอกว่างานของเราคล้าย ฟรีด้า คาร์โล ตรงที่เอาความเจ็บปวดมาเขียนเป็นภาพถ้าสังเกตุดีดีงานเรามีความสุขเยอะมากแล้วนะในงานหลังๆ

จนเรารู้สึกจริงๆว่างานศิลปะมันรักษา เรามันค่อยค่อยรักษาเราจากภายในออกมาสู่ภายนอกนั่นก็คือมันไม่ได้ทำให้เราหายในทันทีแต่ทุกวันที่เราวาดรูปเราได้ปลดปล่อยพลังงานลบออกไปถ้าสังเกตุดีดี งานหลังหลังของเราจะเป็นรูปคนยิ้มและสีสดใสมันแสดงให้เห็นว่าเราได้ปล่อยอดีตได้ส่วนหนึ่งอาจจะไม่ได้ทั้งหมดแต่ก็มันเป็นเรื่องยากสำหรับเราที่จะก้าวข้ามต่อไปแต่เราก็ทำมาได้แล้วและจะทำต่อไปและมันก็คงจะมีสักวันที่เราสามารถยิ้มให้กับอดีตอัน WTF ได้จริงๆ

แล้ววันนั้นมันก็มาถึง
วันที่เรารอคอยมันกลายเป็นวันนี้เรารู้สึกไม่ได้เจ็บปวดต่อไปเรารู้สึกโอเคกับอดีตมากแต่ที่ไม่โอเคไม่ใช่เพราะอดีต แต่เราอยากจะดูแลตัวเองให้มากขึ้นและใช้ชีวิตแบบผ่อนคลายมากขึ้นไม่เฆี่ยนตัวเองแบบสมัยก่อน

แค่อยากรักตัวเองมากกว่านี้ในวันนี้แล้ววันพรุ่งนี้เท่านั้นเอง

ไม่รู้นะว่าคนอื่นวาดรูปเพื่ออะไร ?หลายหลายคนอาจจะมีเหตุผลแตกต่างกันออกไปแต่สำหรับเราเราวาดเพื่อรักษาร่างกาย จิตใจตัวเองให้เข้มแข็งและมันก็ได้ผลซะด้วยสิ

ที่มาของรูปนี้ รูปนี้มีคุณอยู่ จิ้มตำแหน่งดาวที่อยากอยู่ได้เลย เราเขียน รูปนี้เมื่อปี 2016 คือเราวาดคนที่สำคัญในชีวิตของเราที่เปลี่ยนเราไม่ว่าจะในแง่ไหนให้เป็นดาว ในจำนวนดาวเหล่านี้ก็มีทั้งเพื่อนครอบครัวและคนที่เคยรักอยู่ด้วยทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงตัวเองของเราและเราก็รักตัวเองในปัจจุบันถึงแม้ว่ามันจะไม่เพอร์เฟคมันจะมีจุดที่เราต้องแก้ไขอีกมากมายก็ตามแต่เราก็รักปัจจุบันแล้วและคิดว่าอยากจะทำให้เรามีความสุขและยิ้มได้เหมือนในรูป และคุณก็เป็นส่วนหนึ่งของรอยยิ้มนั้น

นักเขียนนิยาย และความท้าทาย 4 อย่างที่จะต้องพบ

มีความท้าทาย 4 อย่างที่ นักเขียนนิยาย จะต้องพบค่ะ

นักเขียนนิยาย

นักเขียนนิยายและ ความท้าทายที่ 1 การผัดวันประกันพรุ่ง

ไม่ใช่ นักเขียนนิยายทุกคนที่จะยอมรับว่าตัวเองมีข้อเสียนี้การผัดวันประกันพรุ่งก็คือบางทีคุณอาจจะรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ดีพอที่จะเขียนเรื่องนี้หรือไม่ก็อาจจะดีเกินไปที่จะเขียนเรื่องนี้ คุณก็เลยรู้สึกว่าแทนที่จะปะทะกับหน้ากระดาษเปล่าๆคุณกลับหนีสิ่งนั้นแล้วทำอย่างอื่นแทน การผัดวันประกันพรุ่งหลายๆคนนั้นเป็น และรู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ทำให้ขัดขวางความสำเร็จเป็นอย่างยิ่งแต่ไม่รู้ว่าจะมีวิธีในการจัดการอย่างไร เราบอกได้เลยว่าการลงมือทำนั้นสำคัญมากค่ะถ้าคุณลงมือทำไปแล้วมันจะมีโมเมนตัมให้สิ่งนั้นเกิดขึ้นและเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแต่ถ้าคุณไม่เริ่มลงมือทำเลยสิ่งนั้นก็จะไม่เกิดขึ้นเลย

นักเขียนนิยาย และ ความท้าทายที่ 2 ไม่ใช่นักเขียนทุกคนที่เกิดมาเท่าเทียมกัน

การเขียนเรื่องมันเกี่ยวกับการสร้างให้เกิดโมเมนต์ที่มีความรุ่มรวยและซับซ้อนและก็เชื่อมเอาโมเมนต์เหล่านั้นเข้าด้วยกันในรูปแบบของเวลาที่ต่อเนื่องกัน ซึ่งสิ่งนี้จะต้องอาศัยสมองทั้งสองซีกของเรา เมื่อสมองทั้ง 2 ซีกมีความสมดุลและทำงานด้วยกัน ก็จะสร้างให้เกิดเรื่องราวที่มีความซื่อสัตย์และเป็นจริงมากขึ้น

นักเขียนมีทั้งเขียนด้วยสมองซีกซ้ายและสมองซีกขวาซึ่งนักเขียนทั้ง 2 ซีกนี้มีจุดเด่นจุดด้อยไม่เหมือนกันและมีจุดอ่อนและจุดได้เปรียบที่แตกต่างกันออกไปด้วยเช่นกัน

นักเขียน 2 แบบ

  • นักเขียนแนววิเคราะห์แนวใส่ใจรายละเอียด,bottom up(เขียนจากตัวเรื่องไปสู่การสร้างโลก) นั่นก็คือการเขียนสมองซีกซ้ายที่คิดเป็นคำพูดมากกว่าคิดเป็นภาพและเขียนในสิ่งที่เป็นการกระทำมากกว่า
  • นักเขียนแนวสร้างสรรค์ ภาพรวมใหญ่ ,top down(มีรายละเอียดของโลกอยู่แล้วแล้วเขียนจากตรงนั้น) , นักเขียนสมองซีกขวาคิดเป็นภาพมากกว่าคิดเป็นภาษาและเริ่มที่จะเขียน character และโมเมนต์ด้วยประสาทสัมผัสความคิดและการโต้ตอบเชิงกายภาพ

ง่ายๆก็คือทั้งสองหมวดหมู่นั้นนักเขียนแนวใช้สมองซีกซ้ายหรือว่าใช้การวิเคราะห์มักจะชอบเขียนในฉากแอ็คชั่นที่เข้มข้นมากกว่าแล้วก็เขียนเรื่องที่เป็นเส้นตรงมากกว่า นอกจากนี้ นักเขียนสมองซีกซ้ายยังมักจะชอบในการวางแผนplot เรื่องก่อนที่จะเขียนอีกด้วย ส่วนมากเขาจะเรียกตัวเองว่าพลอตเตอร์ พวกนี้มีปัญหาในการระบายออกมาเป็นคำพูดน้อยมาก

ส่วนนักเขียนที่เป็นสมองซีกขวาที่ใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการเขียนเรื่องชอบเขียนเกี่ยวกับเนื้อเรื่องคาแรคเตอร์และก็การเปลี่ยนแปลงเชิงอารมณ์ของ character  นักเขียนเหล่านี้มักจะใช้แรงบันดาลใจในการที่จะเขียนสิ่งต่างๆออกมาสู่หน้านิยาย พวกเขาจะหลีกเลี่ยงในการที่จะเขียนวางแผนพล็อตก่อนหรือวางโครงเรื่องก่อน พวกนี้เรียกตัวเองว่า Pantsers พวกเขาจะไม่ค่อยมีปัญหาในการเขียนระบายหรือแสดงอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครเท่าไหร่แล้วก็มีความสามารถในการมองเห็นเนื้อเรื่องแบบองค์รวมได้ ถึงแม้ว่าพวกเขาจะไม่ลงลึกเรื่องรายละเอียดก็ตาม เวลาที่เราค้นพบแล้วว่ามีนักเขียนอยู่ 2 ประเภทแบบนี้เราจะไม่สงสัยเลยว่าทำไมหลายๆคนชอบเขียนต้นแล้วหลายๆคนชอบวางแผนก่อน

ความสมดุลทำให้เนื้อเรื่องดีขึ้นได้ด้วยถ้าคุณมีความเข้าใจเกี่ยวกับว่าตัวเองต้องการอะไรคุณก็จะมีเนื้อเรื่องเริ่มต้นที่ค่อนข้างดีอยู่แล้ว และพล็อตก็จะทำให้คนอ่านนั้นเปิดหน้าถัดไปเมื่อตัวละครมีจุดมุ่งหมายที่ขัดแย้งกัน มันก็จะสร้างให้เกิดความตื่นเต้นบนหน้ากระดาษ

แปลว่าความตื่นเต้นนั้นไม่เพียงพอ การเขียนเรื่องเกี่ยวกับการสำรวจแนวความคิดของ character ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง การโฟกัสที่ character จะทำให้เพิ่มการเชื่อมต่อระหว่างคาแรคเตอร์และผู้อ่านในระดับอารมณ์เช่นเดียวกับระดับเหตุผล

นักเขียนนิยาย

นักเขียนนิยายและ ความท้าทายที่ 3 วินัยและโครงสร้าง

ไม่ว่าคุณจะชอบในการเขียนเรื่องที่มี Action มากกว่าหรือเขียนเรื่องที่มีการโฟกัสที่อารมณ์ของคาแรคเตอร์มากกว่าคุณจะพบว่ามันง่ายที่จะคงเอาวินัยในการเขียนของคุณ ถ้าคุณเซ็ทเป้าหมายเพื่อตัวเอง

นักเขียนสมองซีกซ้ายมักจะมีปัญหาน้อยกว่าในการเขียนส่วนแรกของความท้าทายอันนี้ นอกจากการสร้างเป้าหมายให้กับตัวละครของเขาเขายังสร้างเป้าหมายให้กับตัวเองและจัดตารางเวลาเพื่อทำมันให้สำเร็จอีกด้วยในเวลาเดียวกันเพราะว่าพวกเขาเป็นประเภทตรรกะแล้วก็เป็นนักเขียนที่เป็นเส้นตรง ก็เลยหงุดหงิดเวลาที่มีบางอย่างที่ไม่ได้วางแผนออกมาในเนื้อเรื่องคนที่ใช้สมองซีกซ้ายจะมีปัญหาในการที่จะเขียนอะไรก็ได้ลงไปในกระดาษเพราะว่าพวกเขาจะรู้สึกว่ามันน่าหงุดหงิดที่ทุกอย่างไม่สามารถวางแผน

ในจุดนี้นักเขียนสมองซีกซ้ายจะพบอุปสรรคใหญ่อยู่ 2 อย่าง

  1. การขาดความรู้ในศิลปะในการทำให้ character มีชีวิตขึ้นมา 
  2. นักวิจารณ์ภายในที่มักจะวิจารณ์เรื่องของตัวเองระหว่างที่เขียนแล้วก็แก้ไขไปมาระหว่างที่เขียน

นักเขียนสมองซีกขวาในทางตรงกันข้ามพวกเขามีวิสัยทัศน์ที่ดีแล้วก็มองจะเห็นภาพรวมของเนื้อเรื่องมากกว่าคนที่เป็นสมองซีกซ้ายมาก  นอกจากนี้พลังในการที่จะเขียนของพวกเขานั้นมาจากสิ่งภายนอกมากกว่าทำให้พวกเขาสามารถที่จะเขียนออกมาได้ดีในช่วงเริ่มแรกของการสร้างเรื่อง สร้างให้เกิดเนื้อเรื่องที่น่าสนใจออกมาเป็นวิสัยทัศน์และแนวความคิดความฝันและแรงบันดาลใจหลั่งไหลเข้าไปสู่เนื้อเรื่องนั้นๆ

อย่างไรก็ตามเขาก็มีอุปสรรคสำคัญเช่นกันเมื่อถึงเรื่องที่จะต้องทำให้เนื้อเรื่องนั้นมันเป็นรูปธรรมเพื่อคาแรคเตอร์และก็เพื่อตัวเขาเอง ถึงเวลาเขียนจริงเขามักจะรีไรท์เนื้อเรื่องบ่อยๆ 

  1. การสร้างโครงสร้างให้กับเนื้อเรื่องของตัวเอง
  2. การจัดการนักวิจารณ์ภายในเช่นเดียวกับนักเขียนสมองซีกซ้าย 

นักเขียนนิยาย และ ความท้าทายที่ 4 โรคกลับไปที่จุดเริ่มต้น

นักเขียนหลายคนเจอกับอุปสรรคข้อนี้เผชิญหน้ากับความท้าทายและความไม่แน่นอนและฝืนตัวเองในการที่จะไปข้างหน้า แต่พวกเขากลับเริ่มต้นใหม่หมดเลย ข้อนี้เราก็เคยเป็นค่ะแล้วก็เป็นอยู่หลายๆรอบแล้วก็รู้สึกว่ามันทรมานมากๆในการที่จะทำให้งานนั้นออกมาดีที่สุดแต่ว่าเรากลับไม่ไปข้างหน้าสักทีแล้วก็แก้ไขในสิ่งเดิมๆอยู่ที่เดิมมานานมาก เพราะว่าสิ่งนี้จะทำให้เรื่องเราไม่มีทางเขียนจบเลยเพราะว่าเรากลับไปแก้ที่จุดเริ่มต้นทุกครั้งแล้วก็พยายามทำให้ดีขึ้นก็จริงแต่ว่ามันก็จะมีอะไรบางอย่างที่เราไม่พอใจอยู่นั่นแล้วก็ทำให้เรากลับไปแก้อีกครั้งเรื่อยๆเรื่อยๆจนไม่มีที่สิ้นสุดแล้วก็กลายเป็นลูปมรณะ 

ทำไมนักเขียนชอบกลับไปจุดเริ่มต้นใหม่ทำให้เรื่องไม่เสร็จ

  1. เพราะว่าโดยมากแล้ว การเขียนเรื่องในช่วงเริ่มต้นนั้นเป็นการแนะนำโลกของเราให้คนอื่นรู้จักเราจะพูดถึงตัวเรื่องเองค่อนข้างเยอะมาก เราจะแนะนำและก็ใส่ข้อมูลให้กับผู้ดูค่อนข้างเยอะมากเช่นกัน แนะนำตัวละครแล้วก็อื่นๆเพราะฉะนั้นเราจึงรู้สึกว่าในจุดนี้เราเป็นผู้ควบคุมมากกว่าจะถูกควบคุมแต่พอเขียนไปเรื่อยๆเมื่อถึงจุดที่เราจะต้องแสดงอารมณ์ของตัวละครในตอนกลางๆเรื่องเราจะรู้สึกว่ามันติดขัดมันไม่สามารถไปต่อได้และเรากลายเป็นผู้ถูกควบคุม 
  2. ในช่วงกลางของเนื้อเรื่องมันมักจะเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นระหว่างตัวคาแรคเตอร์ที่พัฒนาขึ้นมาดังนั้นจะมีฉากที่แสดงให้เห็นถึงตัวคาแรคเตอร์ที่แท้จริงสำหรับนักเขียนที่ต้องการทุกอย่างให้เป็นสิ่งที่ดีและเรียบร้อยในช่วงกลางเรื่องมันจะทำให้พวกเขารู้สึกอึดอัด และอยากกลับไปจุดเริ่มต้น
  3. การกลับไปมันง่ายกว่าการที่จะไปต่อค่ะ
  4. จุดเริ่มต้นของเรื่องเป็นแค่ 1 ใน 4 ของเรื่องเท่านั้นแต่ตอนกลางเรื่องนั้นจะเป็นถึงครึ่งเรื่องทั้งหมดนั่นหมายความว่าเราจะต้องเขียนฉากมากขึ้นในช่วงกลางเรื่องมากกว่าตอนต้นหรือตอนปลายเรื่องซะอีก ซึ่งในฉากเหล่านี้ จะแสดงให้เห็นว่าตัวละครเป็นอย่างไร  นั่นหมายความว่าคุณต้องทำให้ตัวละครหลักเจอกับอุปสรรคที่ยิ่งใหญ่ขึ้นและยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  5. พลังงานในช่วงกลางของเรื่องเข้มข้นมากกว่าตอนจุดเริ่มต้นเพราะว่าตัวละครหลักถูกขัดขวางไม่ให้ได้รับในสิ่งที่เขาตั้งเป้าหมายไว้
  6. ตัวละครจะเจ็บปวดในช่วงกลางของเนื้อเรื่องไม่ว่าจะเจ็บปวดทางกายหรือถูกหักหลังหรือมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้นกับเขาอาจจะมีเรื่องที่เราไม่ชอบเกิดขึ้นกับตัวคาแรคเตอร์ที่เรารักเราก็จะรู้สึกว่าไม่อยากให้ตัวละครต้องเจอเรื่องแบบนั้น 

ในช่วงกลางของเนื้อเรื่อง หน้ากากจะถูกกระชากออกมาแล้วตัวละครจะกลายเป็นตัวที่เขาเป็นจริงๆไม่ว่าจะเป็นจุดอ่อน,ความกลัว,การตัดสินต่างๆ นอกจากนี้เรายังกลัวว่าการเขียนคาแรคเตอร์เหล่านั้นจะทำให้เราเปิดเผยตัวตนของตนเองมากเกินไปและคุณก็จะเริ่มสงสัยในความสามารถในการจัดการด้านมืดของคาแรคเตอร์คุณ

ในชีวิตจริงของพวกเราหลายๆคนพยายามที่จะไม่พูดถึงจุดอ่อนหรือว่าหายนะที่เกิดขึ้นกับชีวิตของเรา ในการที่จะปกป้องตัวเองจากความสูญเสียในชีวิตของเรา เราก็เลยไม่พยายามเขียนให้ character ไปโดนอะไรก็ตามที่มันเจ็บปวดแล้วก็ทำให้เราต้อง ประพฤติหรือว่าคิดกับคาแรคเตอร์นั้นในอีกแง่มุมหนึ่งซึ่งมันต้องเกิดขึ้นในเรื่อง โลกของตัวเอกจะต้องถูกทำลายแล้วตัวตนใหม่จะเกิดขึ้นมา นั่นเป็นจุดเริ่มของการเปลี่ยนแปลงตัวละครขั้นสุด 

ในการเขียนส่วนกลางของเนื้อเรื่องเราอาจจะโหยหาช่วงเวลาสนุกในการเขียนจุดเริ่มต้นของเนื้อเรื่องในตอนที่เนื้อเรื่องยังราบเรียบมีความสุขและจอมปลอมอยู่ซึ่งจริงๆแล้วความสัมพันธ์ที่แท้จริงเกิดขึ้นที่กลางเรื่อง ฝ่ายตรงข้ามภายในของเรา(หรือการกลับไปจุดเริ่มต้นเรื่อยๆ)กำลังทำงานเพื่อให้คุณไม่ไปถึงจุดหมายในชีวิตนั่นก็คือการทำให้เรื่องนั้นจบในที่สุด

https://www.readawrite.com/c/672e32df95d3bddea162319f22840095?preview=1